วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

8) วัฎจักรเศรษฐกิจ


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วัฏจักรเศรษฐกิจ

          8.1 ความหมายวัฏจักรเศรษฐกิจ
          วัฏจักรเศรษฐกิจ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงขึ้นลง ซ้ำๆ กันของเศรษฐกิจ ซึ่งมี 4 ระยะ คือ ระยะรุ่งเรือง ระยะถดถอย ระยะตกต่ำ และระยะฟื้นตัว ในแต่ละระยะมีเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ในแต่ละระยะไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเท่ากันเสมอไป และอาจใช้เวลาในแต่ละช่วงอยู่ระหว่าง 2 - 5 ปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงในภาวะเศรษฐกิจ (สุดารัตน์ พิมลรัตนกานต์, 2556)
          สาเหตุการเกิดวัฏจักรเศรษฐกิจ เกิดจากสาเหตุภายนอกระบบเศรษฐกิจ และสาเหตุภายในระบบเศรษฐกิจ จึงไม่สามารถบังคับไม่ให้เกิดวัฏจักรเศรษฐกิจได้ แต่เมื่อเกิดวัฏจักรเศรษฐกิจในระยะที่ไม่พึงปรารถนาแล้ว ก็สามารถป้องกันและแก้ไขได้โดยใช้นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไว้

          8.2 ภาวะในวัฏจักรเศรษฐกิจ
          ภาวะในวัฏจักรเศรษฐกิจ (สุดารัตน์ พิมลรัตนกานต์, 2556) ได้แก่
          1. Expansion (ภาวะเศรษฐกิจขยายตัว): เป็นช่วงที่การผลิต อัตราการจ้างงาน อัตราดอกเบี้ย ความต้องการสินเชื่อ และ ความเชื่อมั่นเริ่มเพิ่มขึ้น รายได้และรายจ่ายของครัวเรือนสูงขึ้น ทิศทางการลงทุนมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น
          2. Boom (ภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง): อัตราดอกเบี้ยพุ่งขึ้นสูง การผลิตและความเชื่อมั่นทรงตัว เป็นจุดสูงสุดของวัฏจักรเศรษฐกิจ มีความขาดแคลนทั้งแรงงานและวัตถุดิบ ทำให้ต้นทุนการผลิตและระดับราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น
          3. Recession (ภาวะเศรษฐกิจถดถอย): ทิศทางการลงทุนมีแนวโน้มเป็นขาลง เป็นช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) การจ้างงาน และ ความต้องการสินค้าโดยรวมลดลง ธุรกิจเริ่มขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียน
          4. Depression (ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ): เป็นจุดต่ำสุดของภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย ความต้องการสินเชื่อ และ ความเชื่อมั่นตกต่ำ นโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มการผลิตเริ่มเข้ามามีบทบาทและวนกลับไปสู่ระยะถัดไปของวัฎจักร


7) เงินเฟ้อและเงินฝืด


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เงินเฟ้อ

         7.1) ความหมายของเงินเฟ้อ
          เงินเฟ้อ : ภาวะที่ระดับราคาสินค้าสูงขึ้นเรื่อยๆ และไม่จำเป็นว่าราคาสินค้าทุกชนิดต้องสูงขึ้นในเวลาที่เกิดเงินเฟ้อ อาจมีสินค้าบางชนิดราคาราคาลดลงได้และบางชนิดราคาสูงขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือ เมื่อพิจารณาราคาทั้งหมดแล้วโดยเฉลี่ยมีราคาสูงขึ้น (สุดารัตน์ พิมลรัตนกานต์, 2556)
          เราดูเงินเฟ้อได้จากดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer price index: CPI
          ดัชนีราคา : ตัวเลขที่แสดงระดับราคาของปีได้ปีหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับระดับราคาของปีฐาน โดยให้ระดับราคาของปีฐานเทียบเท่ากับ 100
          อัตราเพิ่มของดัชนีราคาผู้บริโภคที่คำนวณออกมาในรูปร้อยละ แสดถึง อัตราเงินเฟ้อ (Inflation rate)
          Inflation rate t = (CPIt – CPIt-1/ CPIt-1 )*100
          Inflation rate 2007 = (CPI2007 – CPI2006/ CPI2006 )*100

          7.2) สาเหตุของการเกิดเงินเฟ้อ
          ประการที่ 1 เงินเฟ้อเกิดจาก ต้นทุนสินค้า หรือ เงินเฟ้อด้านอุปทาน(Cost –Push Inflation) เป็นเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นเนื่องจากต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตจะต้องเสนอขายสินค้าในราคาที่สูงขึ้น กรณีดังกล่าว ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องจาก (สุดารัตน์ พิมลรัตนกานต์, 2556)
          - ค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น
          - ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และวัตถุดิบต่าง ๆ สูงขึ้น
          - การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรของผู้ผลิต ตัวนี้จะไม่ค่อยเห็นมากนัก แต่จะมีในบางธุรกิจ ที่เป็นธุรกิจผูกขาด ซึ่งมีการกำหนดไว้ว่าต้องได้ผลกำไรเท่าไหร่ต่อปี

          7.3) เงินเฟ้อ ด้านอุปสงค์ (Demand-Pull Inflation)
          เงินเฟ้อส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น จะเป็นเงินเฟ้อทางด้านอุปสงค์มากกว่า เงินเฟ้อด้านอุปสงค์ หมายถึง ความต้องการใช้จ่ายซึ่งเกิดจากอุปสงค์รวมเพิ่มขึ้น (AD) ในขณะที่อุปทานรวมของสินค้าและบริการไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ หรือก็คือ อุปสงค์ของประเทศมีความต้องการใช้จ่ายมากกว่าผลผลิตที่มีอยู่ (AD > DS) ซึ่งส่งผลทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น (สุดารัตน์ พิมลรัตนกานต์, 2556)
          อุปสงค์รวม (AD) จะเพิ่มขึ้นเนื่องจาก
          1. ส่วนประกอบของ AD เพิ่มขึ้น อันเป็นผลมาจากทางภาคเศรษฐกิจ คือ C.I.G. และ (X-M) เพิ่มขึ้น ในขณะที่ AS คงที่ ซึ่งจะทำให้ ราคาสูงขึ้น มากกว่า CPI จะทำให้เกิดเงินเฟ้อ เช่น หากรัฐบาลไม่ดูว่า เศรษฐกิจของประเทศ ณ ขณะนั้นเครื่องกำลังร้อน แล้วไปกระตุ้นการลงทุนเพิ่ม ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อขึ้นได้
          2. ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น (M : Money Supply) อันเป็นผลมาจากทางภาคการเงิน เนื่องจากการขยายสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์แลสถาบันการเงิน เช่น การใช้บัตรเครดิต, Soft Loan, Car for Cash, Quick Cash เป็นต้น เมื่อมีการปล่อยเงินหรือสินเชื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากเกินไป ในขณะที่ AS คงที่ ซึ่งจะมีผลทำให้ ราคาสินค้าสูงขึ้น CPI สูงขึ้น ทำให้เกิดเงินเฟ้อ โดยการเพิ่มของปริมาณเงินที่มีมากเกินไป ไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากการพิมพ์เงินเพิ่มแต่ละครั้งของธนาคารแห่งประเทศไทย จะต้องมีทุนสำรองเงินตรา (Currency reserves) รองรับ ในอดีตหากจะพิมพ์เงินขึ้นมา 100 บาท ก็จะต้องมีทองคำหรือเงินตราต่างประเทศที่เป็นสกุลหลักรองรับอยู่ที่ 100 บาท เท่ากัน แต่ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 30 ซึ่งถ้าเราไม่มีทุนสำรองรองรับ เงินที่พิมพ์ออกมานั้นก็คือกระดาษและถ้าผู้คนแห่เอากระดาษไปซื้อสินค้าก็จะเกิดปัญหาเงินเฟ้อขึ้นในระบบเศรษฐกิจทันที

          7.4) ผลกระทบของเงินเฟ้อ
          ผลกระทบของเงินเฟ้อ (สุดารัตน์ พิมลรัตนกานต์, 2556) ได้แก่
          1. ผลที่มีต่อความต้องการถือเงิน เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อจะทำให้อำนาจซื้อของเงินที่อยู่ในมือของประชาชนลดลง ทั้งนี้ เพราะเงินจำนวนเดิมสามารถใช้จับจ่ายซื้อของได้ในปริมาณที่น้อยลง และเนื่องจากแต่ละบุคคลจะพยายามรักษาระดับการบริโภคของตนให้อยู่ในระดับเดิม ทำให้ประชาชน มีความต้องการถือเงินเพิ่มขึ้นเพื่อให้พอเพียงกับระดับการใช้จ่ายหรือการบริโภคของแต่ละบุคคล ซึ่งความต้องการดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับขนาดของเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น
          2. มาตรฐานการครองชีพของประชาชน ผลกระทบโดยตรงที่เกิดจากเงินเฟ้อก็คือทำให้มาตรฐานการครองชีพความอยู่ดีกินดีของประชาชนลดลง ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงประชาชนจะได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากแต่ละบุคคลจะมีความรู้สึกว่าตนเองจนลง คือมีรายได้ที่แท้จริงลดลง แม้ว่ารายได้ที่เป็นตัวเงินจะเท่าเดิมก็ตาม
          3. ผลที่มีต่อเจ้าหนี้และลูกหนี้ เมื่อเกิดเงินเฟ้อ เจ้าหนี้จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เนื่องจากเงินที่ได้รับชำระหนี้ในปัจจุบันหรืออนาคตจะมีอำนาจซื้อลดลง เมื่อเทียบกับในขณะที่ให้กู้ยืมไป ตรงกันข้าม ลูกหนี้จะเป็นฝ่ายได้เปรียบเนื่องจากเงินที่ได้รับไปขณะกู้ยืมมีอำนาจซื้อสูงกว่า โดยเปรียบเทียบ กับเงินที่จะใช้ชำระหนี้ในอนาคต
          4. ผลที่มีต่อระดับการผลิตและการลงทุนของประเทศ ขึ้นอยู่กับว่าภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับมากน้อยเพียงใด กล่าวคือ ถ้าเป็นเงินเฟ้ออย่างอ่อนจะเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม นั่นคือ เงินเฟ้อจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ผลิตลงทุนเพื่อการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้ผลผลิตรวมของประเทศสูงขึ้น แต่ถ้าเงินเฟ้อที่ค่อนข้างรุนแรงหรือรุนแรงมากแล้ว นอกจากจะไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม แล้ว ยังก่อให้เกิดผลเสียอีกด้วย กล่าวคือ เมื่อราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นมากกว่ากำลังซื้อของประชาชน ที่มีอยู่ จะทำให้ผลผลิตที่ผลิตขึ้นมาแล้วไม่สามารถขายได้ เนื่องจากประชาชนไม่มีกำลังซื้อเพียงพอ ในที่สุดจะส่งผลให้ผู้ผลิตลดการลงทุน ทำให้ผลผลิตรวมของประเทศลดลง ประชาชนมีรายได้น้อยลง
          5. ผลที่มีต่อดุลการค้า ดุลการชำระเงิน เมื่อเกิดเงินเฟ้อ ราคาสินค้าในประเทศมีแนวโน้ม สูงขึ้นเมื่อเทียบกับในต่างประเทศ ทำให้สินค้าที่ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศมีราคาแพงขึ้น เป็นผลให้ขายสินค้าให้ต่างประเทศได้น้อยลง ตรงกันข้าม จะมีการสั่งซื้อสินค้าเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อฐานะดุลการค้า ดุลการชำระเงินของประเทศ ทำให้มีสภาพเลวลง

          7.5 แนวทางแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อ
          เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อ ระดับราคาสินค้าสูงขึ้นจะทำให้ประชาชนโดยทั่วไปเดือดร้อน ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงกำหนดแนวทางแก้ไข (สุดารัตน์ พิมลรัตนกานต์, 2556) ดังนี้
          1. ใช้นโยบายทางการเงิน โดยเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้เพื่อลดปริมาณเงินในมือประชาชนให้น้อยลง ทำให้ปริมาณความต้องการในการซื้อสินค้าของผู้บริโภคลดลงนอกจากนี้ยังเพิ่มการขายพันธบัตรรัฐบาลให้ธนาคารพาณิชย์และประชาชนมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ลดการรับชื้อพันธบัตรรัฐบาลคืนจากประชาชนและลดการขยายเครดิตหรือปล่อยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์
          2. ใช้นโยบายการคลัง โดยเพิ่มการเก็บภาษีจากประชาชน ใช้งบประมาณแบบเกินดุล คือ ลดรายจ่ายภาครัฐให้น้อยลง แต่เพิ่มรายได้ของรัฐบาลโดยการเก็บภาษีให้มากขึ้น เพื่อลดปริมาณเงินในมือประชาชนให้น้อยลง

          7.6 ภาวะเงินฝืด (Deflation)
          เงินฝืด หมายถึง ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการในตลาดลดลง ค่าของเงินเพิ่มขึ้น ปริมาณเงินอยู่ในมือประชาชนน้อยเกินไป (สุดารัตน์ พิมลรัตนกานต์, 2556)
          ประเภทเงินฝืด แบ่งเป็น
          1. เงินฝืดอย่างอ่อน เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ราคาสินค้าในตลาดทั่วไปจะลดลงเล็กน้อย
          2. เงินฝืดอย่างปานกลาง มีผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจแต่ไม่รุนแรง ระดับราคาสินค้าทั่วไปในตลาดจะลดลงมากกว่าเงินฝืดอย่างอ่อน
          3. เงินฝืดอย่างรุนแรง
          สาเหตุของเงินฝืด เงินฝืดเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้
          1. เกิดจากปริมาณความต้องการในการซื้อสินค้าหรือบริการมีน้อยกว่าปริมาณความต้องการในการขายสินค้าหรือบริการ ทำให้สินค้าเหลือเกินความต้องการ ราคาสินค้าลดลง
          2. เกิดจากรัฐบาลเก็บภาษีมากเกินไป ทำให้ปริมาณเงินที่ประชาชนจะซื้อสินค้ามีน้อยลง
          3. ประชาชนเก็บเงินไว้กับตัวมากเกินไป ทำให้การบริโภคมวลรวมลดลง
          4. มีการส่งเงินตราออกไปต่างประเทศมากเกินไป ทำให้ปริมาณเงินหมุนเวียนในประเทศมีน้อย

          7.8) ผลกระทบของเงินฝืด
          เงินฝืดทำให้ผู้ผลิตขาดทุน การค้าซบเซา การผลิตเลิกกิจการ ลูกจ้างแรงงานตกงาน เกิดปัญหาว่างงาน เศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลไม่สามารถเก็บภาษีจากผู้มีรายได้และผู้ผลิตได้ตามเป้าหมาย ในขณะเดียวกันรัฐบาลต้องแบกภาระในการแก้ปัญหาคนว่างงานและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อย่างไรก็ดี ภาวะเงินฝืดจะเป็นผลดีและผลเสียต่อบุคคลในกลุ่มต่างๆ (สุดารัตน์ พิมลรัตนกานต์, 2556) ดังนี้
          1. ผลดีต่อผู้มีรายได้ประจำ เพราะซื้อสินค้าหรือบริการได้ในราคาลดลง ส่วนเจ้าหนี้และผู้มีเงินออมจะได้เปรียบ เนื่องจากราคาสินค้าลดลง ค่าของเงินเพิ่มขึ้น ทำให้อำนาจซื้อเพิ่มขึ้น
          2. ผลเสียต่อผู้ผลิต จะได้รับผลกระทบ เพราะราคาสินค้าลดลง อาจต้องประสบปัญหาขาดทุน นอกจากนี้ ลูกหนี้ และนายธนาคาร จะเกิดความเสียเปรียบในด้านค่าของเงิน

          7.9) แนวทางแก้ไขภาวะเงินฝืด
          เมื่อเกิดภาวะเงินฝืด การผลิตลดลง เกิดปัญหาว่างงาน เศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงกำหนดแนวทางแก้ไข (สุดารัตน์ พิมลรัตนกานต์, 2556) ดังนี้
          1. ใช้นโยบายทางการเงิน โดยลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้เพื่อเพิ่มปริมาณเงินในมือประชาชนให้มากขึ้น ทำให้ปริมาณความต้องการในการซื้อสินค้าของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นนอกจากนี้ยังลดการขายพันธบัตรรัฐบาลให้ธนาคารพาณิชย์และประชาชน แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มการรับชื้อพันธบัตรรัฐบาลคืนจากประชาชนให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มอำนาจซื้อของประชาชนให้สูงขึ้น ตลอดจนเพิ่มการขยายเครดิตหรือปล่อยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ไปยังกลุ่มผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิต เพื่อช่วยให้การผลิตดำรงอยู่ได้
          2. ใช้นโยบายการคลัง โดยรัฐบาลใช้งบประมาณแบบขาดดุล คือ เพิ่มรายจ่ายภาครัฐให้มากขึ้น และลดรายได้ภาครัฐให้น้อยลง เพื่อทำให้ปริมาณเงินในมือประชาชนเพิ่มขึ้น


6) การเงินและการธนาคาร



ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การเงินและการธนาคาร

          เงิน คือ สิ่งใดๆ ก็ตามที่สังคมยอมรับโดยทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง และในเขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในฐานะเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ทั้งนี้สิ่งนั้นจะต้องถูกกำหนดค่าขึ้นเป็นหน่วยเงินตราและเป็นหน่วยวัดค่าที่แน่นอน (Kamontip Punwong, 2556)

          วิวัฒนาการของเงิน
·       เงินที่เป็นสิ่งของหรือสินค้า (Commodity Money)
·       โลหะและเหรียญ (Coins)
·       ธนบัตร (Paper Money)
·       เงินฝากกระแสรายวัน (Demand Deposits)

          คุณสมบัติของเงินที่ดี
·       เป็นสิ่งที่หายาก
·       มีมูลค่าคงที่
·       มีปริมาณที่ยืดหยุ่นได้
·       นำติดตัวไปได้สะดวก
·       สามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อยได้
·       มีความคงทน

          การแลกเปลี่ยน
·       ระบบการแลกเปลี่ยนสิ่งของต่อสิ่งของ (Barter System)
·       ระบบที่มีการใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Money)
·       ระบบที่ใช้เครดิตเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Credit)

          หน้าที่ของเงิน
·       เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange)
·       เป็นเครื่องวัดมูลค่า (Standard of Value)
·       เป็นมาตรฐานการชำระหนี้ในอนาคต (Standard of Deferred Payment)
·       เป็นเครื่องรักษามูลค่า (Store of Value)

          ปริมาณเงิน (Money Supply)
          ปริมาณเงินตามความหมายแคบ (M1) หมายถึง สินทรัพย์ทางการเงินที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ซึ่งประกอบด้วยเหรียญกษาปณ์ ธนบัตร และเงินฝากกระแสรายวันทั้งหมดที่อยู่ในมือของประชาชน บริษัท ห้างร้าน และองค์กรธุรกิจอื่นๆ ในขณะใดขณะหนึ่ง
          M1 = เหรียญกษาปณ์ + ธนบัตร + เงินฝากกระแสรายวัน
          *** ไม่รวมธนาคาร ไม่รวมธนาคารกลาง และกระทรวงการคลัง
          ปริมาณเงินตามความหมายกว้าง (M2) หมายถึง ปริมาณเงินตามความหมายแคบ (M1) บวกด้วยสินทรัพย์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนและสามารถเปลี่ยนเป็นเงินที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนโดยง่าย ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย หรือเสียค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย
          M2 = M1 + เงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำ
          ปริมาณเงินตามความหมายกว้างมาก (M3) หมายถึงปริมาณเงินตามความหมายกว้าง (M2) บวกด้วยตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทเงินทุนที่ถือโดยเอกชน
          M3 = M2 + ตั๋วสัญญาใช้เงิน
          ตลาดการเงิน (Financial Market) คือตลาดที่อำนวยความสะดวกในการโอนเงินจากหน่วยเศรษฐกิจที่มีเงินออมไปยังหน่วยเศรษฐกิจที่ต้องการเงินออม (เพื่อนำไปลงทุน)

          โดยจะจำแนกตามระยะเวลาของเงินทุนหรือตราสารทางการเงินได้เป็นต้น
          1. ตลาดเงิน เป็นแหล่งระดมเงินออมระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี) แล้วจัดสรรให้กู้ยืมแก่ผู้ที่ต้องการเงินทุน ซึ่งตราสารทางการเงินที่ใช้ในตลาดเงิน คือ ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน และตั๋วเงินคลัง เป็นต้น โดยตลาดเงินสามารถแบ่งออกได้เป็น
                   1.1 ตลาดเงินในระบบ คือ สถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ เป็นต้น
                   1.2 ตลาดเงินนอกระบบ คือ แหล่งที่มีการกู้ยืมเงินโดยไม่มีกฎหมายรองรับ การดำเนินการขึ้นอยู่กับข้อตกลงและความพอใจของผู้ให้กู้และผู้กู้ เช่น การเล่นแชร์ การให้กู้ การฝากขาย เป็นต้น
          2. ตลาดทุน เป็นแหล่งระดมเงินออมระยะยาว (เกิน 1 ปี) เพื่อจัดสรรให้กับผู้ที่ต้องการเงินทุนระยะยาว ซึ่งตราสารทางการเงินที่ใช้ในตลาดทุน ได้แก่ การกู้ระยะยาว หุ้นกู้ หุ้นสามัญ พันธบัตร ทั้งของรัฐบาลและเอกชน เป็นต้น โดยตลาดทุนอาจแบ่งเป็นตลาดสินเชื่อทั่วไปซึ่งประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนและตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งแบ่งออกเป็นตลาดแรกและตลาดรอง
                   2.1 ตลาดแรก (Primary Market) คือตลาดที่ซื้อขายหลักทรัพย์ออกใหม่
                   2.2 ตลาดรอง (Secondary Market) คือตลาดที่ซื้อหลักทรัพย์เก่า (ที่เคยซื้อขายเปลี่ยนมือกันมาก่อน)
          ธนาคารพาณิชย์ (Commercial Bank) หมายถึง การประกอบธุรกิจประเภทรับฝากเงินที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามหรือเมื่อสิ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ และใช้ประโยชน์เงินนั้นในทางหนึ่งหรือหลายทาง เช่น ให้กู้ยืมเงินซื้อขายหรือเก็บเงินตามตั๋วเงินหรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใด ซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น ทั้งนี้จะประกอบธุรกิจประเภทอื่นอันเป็นประเพณีที่ธนาคารพาณิชย์พึงกระทำหรือไม่ก็ตาม

          หน้าที่ของธนาคารพาณิชย์
·       ให้บริการทางการเงินทั้งในและต่างประเทศ เช่น รับฝากเงิน โอนเงิน ให้กู้เงิน รับเก็บรักษาของมีค่า
·       สร้างและทำลายเงินฝากซึ่งเป็นหน้าที่พิเศษโดยเฉพาะของธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินประเภทอื่นไม่มีอำนาจและหน้าที่เช่นนี้ ซึ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์แตกต่างจากสถาบันการเงินประเภทอื่น
          อัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย (Legal Reserve Ratio) เป็นอัตราที่ธนาคารกลางกำหนดขึ้นคิดเป็นร้อยละของเงินฝาก โดยธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งที่มีเงินฝากจะต้องดำรงเงินสดสำรองโดยฝากไว้ที่ธนาคารกลางอย่างน้อยที่สุดไม่ต่ำกว่าอัตราที่กำหนดนี้เงินสดสำรองตามกฎหมายหรือเงินสดสำรองที่ต้องดำรง (Legal Reserve or Reserve Requirement) คือ จำนวนเงินสดที่ธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงเมื่อเทียบกับจำนวนเงินฝาก ซึ่งปัจจุบัน ธนาคารกลางได้กำหนดอัตราเงินสดสำรองไว้ที่ 6% หมายความว่ากู้เงิน 100 บาท จากธนาคาร เราจะได้เงิน 94 บาท ส่วนอีก 6 บาทก็จะนำไปเก็บที่ธนาคารกลาง
          ปริมาณเงินจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ
                   การฝากเงิน / การถอนเงิน
                   ฝากเงิน = ปริมาณเงินเพิ่ม
                   ถอนเงิน =    ปริมาณเงินลด

          ธนาคารกลาง (Central Bank) คือ สถาบันการเงินที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลให้ควบคุมดูแลระบบการเงินและเครดิตของประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจและสังคมส่วนรวม

          ข้อแตกต่างระหว่างธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์
·       ธนาคารกลางทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่แสวงหากำไรเหมือนธนาคารพาณิชย์
·       ธนาคารกลางไม่ดำเนินธุรกิจแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์
·       ลูกค้าของธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์เป็นคนละประเภทกัน

          หน้าที่ของธนาคารกลาง
·       ออกธนบัตร
·       เป็นนายธนาคารของรัฐบาล
·       รักษาบัญชีเงินฝากของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ
·       ให้รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจกู้ยืมเงิน
·       เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของรัฐบาล
·       เป็นตัวแทนทางการเงินของรัฐบาลในการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ การชำระเงินกู้ การโอนเงินระหว่างประเทศ และภายในประเทศให้รัฐบาล
·       เป็นนายธนาคารของธนาคารพาณิชย์
·       รักษาเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ
·       เป็นสำนักงานกลางในการหักบัญชี
·       ให้ธนาคารพาณิชย์กู้ยืมเงิน
·       เป็นศูนย์กลางการโอนเงินระหว่างธนาคาร
·       เป็นผู้รักษาเงินสำรองระหว่างประเทศ
·       เป็นผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้าย
·       เป็นผู้ควบคุมปริมาณเงินและเครดิต
·       เป็นผู้ควบคุมธนาคารพาณิชย์

          นโยบายการเงิน (Monetary Policy) คือ การดูแลปริมาณเงินและสินเชื่อโดยธนาคารกลาง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจประการใดประการหนึ่งหรือหลายประการ

          ประเภทของนโยบายการเงิน
·       นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Restrictive Monetary Policy) คือ การใช้เครื่องมือต่างๆทางการเงินเพื่อให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจลดลง
·       นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Easy Monetary Policy) คือ การใช้เครื่องมือต่างๆ ทางการเงินเพื่อให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

          เครื่องมือของนโยบายการเงิน
·       การควบคุมทางปริมาณหรือโดยทั่วไป (Quantitative or General Control) โดยเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมทางปริมาณ ได้แก่
o   การซื้อขายหลักทรัพย์ (Open-Market Operation)
o   อัตรารับช่วงซื้อลด (Rediscount Rate)
o   อัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน (Bank Rate)
o   เงินสดสำรองที่ต้องดำรง (Reserve Requirement)
·       การควบคุมทางคุณภาพหรือโดยวิธีเลือกสรร (Qualitative or Selective Credit Control) เป็นการควบคุมชนิดของเครดิตซึ่งใช้ในกรณีที่ธนาคารจำเป็นต้องจำกัดเฉพาะเครดิตบางชนิดเท่านั้น โดยชนิดของเครดิตที่ธนาคารกลางมักจะเลือกควบคุม ได้แก่
o   การควบคุมเครดิตเพื่อการซื้อหลักทรัพย์
o   การควบคุมเครดิตเพื่อการอุปโภคบริโภค
o   การควบคุมเครดิตเพื่อการซื้อบ้านและที่ดิน
·       การชักชวนธนาคารพาณิชย์ให้ปฏิบัติตาม

          การคลังสาธารณะ
          รายได้ของรัฐบาล จะได้มาจากการเก็บภาษีอากร และรายได้ที่มิใช่ภาษีอากร
          ภาษีอากร เป็นรายได้ของรัฐบาลที่บังคับเก็บจากประชาชน เพื่อประโยชน์ของคนในประเทศ โดยผู้จ่ายไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนตามส่วนของเงินที่จ่าย โดยรายได้ของรัฐบาลไทยมากกว่าร้อยละ 80 เป็นรายได้จากภาษีอากร
          รายจ่ายของรัฐบาล การใช้จ่ายของรัฐบาล เป็นการใช้จ่ายในสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ เพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศ ซึ่งได้แก่ การรักษาความสงบภายในประเทศ การป้องกันประเทศและการลงทุนในสาธารณูปโภค
          หนี้สาธารณะ หนี้ของรัฐบาลที่เกิดจากการกู้ยืมและการคำประกันเงินกู้โดยรัฐบาล จะเรียกว่าหนี้สาธารณะ เพราะหนี้เหล่านี้จะต้องช้ำระด้วยภาษีอากร ที่เรียกเก็บจากประชาชนทั้งประเทศ หนี้ของรัฐบาลที่เกิดจากการกู้ยืมโดยรัฐบาล เกิดจากรัฐบาลมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย
          งบประมาณแผ่นดิน เป็นแผนในการจัดหารายรับและรายจ่ายของรัฐบาลในช่วง 1 ปี ซึ่งเรียกว่า ปีงบประมาณ แต่ละประเทศจะมีวันเริ่มต้นไม่ตรงกัน สำหรับประเทศไทย จะเริ่มต้นวันที่ 1 ตุลาคม และสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน เช่น งบประมาณประจำปี 2554 จะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2553 และสิ้นสุดใน วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2554 เป็นต้น
          นโยบายการคลัง เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ด้วยการใช้มาตรการทางการคลัง ซึ่งได้แก่ มาตรการทางภาษี การใช้จ่ายของรัฐบาล และการก่อหนี้สาธารณะ ซึ่งนโยบายการคลังมี 2 แบบที่สำคัญ คือ
          1. นโยบายการคลังแบบผ่อนคลาย จะดำเนินการด้วยมาตรการเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล ลดการเก็บภาษี
          2. นโยบายการคลังแบบเข้มงวด จะดำเนินการด้วยมาตรการลดการใช้จ่ายของรัฐบาลและเพิ่มการเก็บภาษี
          อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หมายถึง ราคาของเงินสกุลหนึ่งที่คิดเทียบกับเงินสกุลอื่น อัตราแลกเปลี่ยนในระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวจะถูกกำหนดโดยอุปสงค์ ต่อเงินตราต่างประเทศ และอุปทานของเงินตราต่างประเทศ เช่น เงิน 30 บาท = 1 ดอลลาร์ เปลี่ยนเป็น 33 บาท = 1 ดอลลาร์ หมายถึง เงินบาทอ่อนค่า และ 27 บาท = 1 ดอลลาร์ หมายถึง เงินบาทแข็งค่า

          ดุลการชำระเงิน เป็นการบันทึกจำนวนเงินตราต่างประเทศที่ประเทศได้รับและจ่ายในช่วงเวลาหนึ่ง ประกอบด้วยบัญชีใหญ่ 3บัญชี คือ
          1. บัญชีเงินเดินสะพัด เป็นบัญชีที่แสดงถึงรายได้และรายจ่ายของประเทศ
          2. บัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย เป็นบัญชีที่แสดงถึงจำนวนเงินลงทุน เงินกู้ยืม และเงินฝากทั้งระยะสั้นและระยะยาว ของชาวต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศ
          3. บัญชีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เป็นทรัพย์สินที่สามารถใช้ชำระหนี้ระหว่างประเทศได้